“107 ปี เพาะช่าง” 7 มกรา…คนศิลปะ

มกราคม 8, 2020 | คอมเม้น 0

โรงเรียนเพาะช่าง เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2456 เวลา 5 โมงเย็นเศษ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่ง จอดเทียบริมถนนตรีเพชร ทรงพระราชดำเนินตามทางลาดพระบาทสู่พลับพลาที่ประทับ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ กราบบังคมทูลรายงานการก่อสร้างอาคาร โดยบรรดาข้าราชการในกระทรวงธรรมการ เรี่ยไรเงินร่วมกันสร้างอาคารเรียน 2 ชั้นขึ้นในโรงเรียนหัตถกรรมราชบูรณะ
.
เพื่อสร้างเป็นถาวรวัตถุ น้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ซึ่งทรงห่วงใยในศิลปะการช่างของไทย จะถูกอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมตะวันตกที่แพร่หลายเข้าครอบงำ อาจถึงคราวเสื่อมสูญได้ จึงมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงศิลปะ การช่างของไทยให้พัฒนาถาวรสืบไป หาได้สำเร็จสมดังพระราชหฤทัยไม่

ด้วยสมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชดำรัสตอบ ความตอนหนึ่งว่า…“แท้จริงวิชาช่างเป็นวิชาพื้นเมือง จะคอยแต่เอาอย่างคนอื่นฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะความงามของเขา ไม่เหมาะแก่ตาเราและฐานะของเขาและของเราต่างกัน ที่ถูกนั้นเราควรจะแก้ไขพื้นวิชาของเราให้ดีขึ้นตามความรู้และวัตถุอันเกิดขึ้นใหม่ตามสมัย ในข้อนี้สมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงปรารภอยู่มาก และเพื่อจะทรงบำรุงวิชาช่างของไทยเราที่มีมาแต่โบราณให้ถาวรอยู่สืบไป

จึงได้ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตรขึ้น ให้ปรากฏเป็นแบบอย่างไว้ เราเห็นชอบด้วยตามกระแสพระราชดำรินั้น และได้เคยปรารภกับเจ้าพระยาพระเสด็จฯและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย การศึกษาที่จะใช้วิชาช่างของไทยของเราตั้งขึ้นใหม่จากพื้นเดิมของเรา และขยายให้แตกกิ่งก้านสาขางอกงามยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนเอาพันธุ์พืชของเราเองมาปลูกลงในพื้นแผ่นดินของเรา แล้วบำรุงให้เติบโตงอกงามดีกว่าที่จะเอาพันธุ์ไม้ต่างประเทศมาปลูกลงในพื้นแผ่นดินของเราอันไม่เหมาะกัน

โดยความประสงค์เช่นนี้ เมื่อเจ้าพระยาพระเสด็จฯ มาขอชื่อโรงเรียน เราได้ระลึกผูกพันอยู่ในความเปรียบเทียบกับต้นไม้ดังกล่าวนี้ เราจึงได้ให้ชื่อโรงเรียนนี้ว่า โรงเรียนเพาะช่าง เรามีความยินดีที่ได้เห็นโรงเรียนนี้สร้างขึ้นสำเร็จ พอจะเปิดได้ เราเต็มใจเป็นผู้เปิด ณ บัดนี้ ขอให้โรงเรียนเพาะช่างของไทย ซึ้งได้เริ่มทำการปลูกเพาะช่างแล้วได้งอกงามแตกกิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผล นำความเจริญแก่ชาติบ้านเมืองของเราตลอดไป  ณ บัดนี้และเมื่อหน้าเถิด”
.
นับแต่นั้นมา “ณ บัดนี้และเมื่อหน้าเถิด” โรงเรียนเพาะช่าง ก้าว…สู่ปีที่ 107 ได้เพาะปลูกช่างให้เจริญเติบโต ผลิดอกออกผลงอกงาม สมดังพระราชปณิธานที่ทรงมองอีกมิติหนึ่งที่เป็นคุณูปการต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทรงอยากเห็นความสมดุลของโลกตะวันตกและตะวันออก ให้โรงเรียนเพาะช่างเป็นสถานที่บ่มเพาะช่างที่มีฝีมือจากทั่วประเทศ เป็นแหล่งเรียนรู้ สร้างครูศิลปะ คนทำงานศิลปะ เป็นความภาคภูมิใจว่าได้เพาะปลูกต้นไม้ศิลปะไว้หลากหลายทั่วแผ่นดิน
.
โรงเรียนเพาะช่างได้ผลิตศิลปินและบุคลากรด้านศิลปะ – วรรณกรรม – บันเทิง ให้กับประเทศมากมาย ด้านศิลปะเช่น เฟื้อ หริพิทักษ์, ประกิต บัวบุศย์, เฉลิม นาคีรักษ์, ถวัลย์ ดัชนี, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ด้านวรรณกรรม เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์, ชาติ กอบจิตติ, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ, จุก เบี้ยวสกุล (จุลศักดิ์ อมรเวช), ราช เลอสรวง, โอม รัชเวทย์ ด้านทัศนศิลป์ พูน เกษจำรัส, กมล ทัศนาญชลี ด้านบันเทิง–ดนตรี–ภาพยนตร์ เช่น สุเทพ วงศ์กำแหง, ชาย เมืองสิงห์, เปี๊ยก โปสเตอร์, ปยุต เงากระจ่าง, โอฬาร พรหมใจ, วสันต์ โชติกุล, พิง ลำพระเพลิง, อุดม แต้พานิช
.
ด้านการถ่ายภาพ อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ด้านอื่น ๆ เช่น ปราจิน เอี่ยมลำเนา ทั้งนี้ได้รับเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน 32 คน และกวีรางวัลซีไรต์ จำนวน 3 คน ศิษย์เก่าที่ได้รับเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติคือ เฟื้อ หริพิทักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2528) ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–ประติมากรรม ปี พ.ศ. 2529) ประสงค์ ปัทมานุช (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2529)
.
ชิต เหรียญประชา (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ – ประติมากรรม ปี พ.ศ. 2530) โหมด ว่องสวัสดิ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ – จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2530), เฉลิม นาคีรักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ – จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2531), พูน เกษจำรัส (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ – ศิลปะภาพถ่าย ปี พ.ศ. 2531), พิมาน มูลประมุข (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ – ประติมากรรม ปี พ.ศ. 2531), สนิท ดิษฐพันธุ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ – จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2532)
.
อังคาร กัลยาณพงศ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2532), ทวี นันทขว้าง (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2533), สุเทพ วงศ์กำแหง (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง–เพลงไทยสากลขับร้อง ปี พ.ศ. 2533), สวัสดิ์ สันติสุข (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2534), ประยูร อุลุชาฎะ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2535), ชาย เมืองสิงห์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง นักร้อง–นักแต่งเพลงลูกทุ่ง ปี พ.ศ. 2538)
.
ชำเรือง วิเชียรเขตต์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–ประติมากรรม ปี พ.ศ. 2539), กมล ทัศนาญชลี (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรมและสื่อผสม ปี พ.ศ. 2540), ประหยัด พงษ์ดำ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–ภาพพิมพ์ ปี พ.ศ. 2541), ชลูด นิ่มเสมอ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–ประติมากรรม ปี พ.ศ. 2541), แท้ ประกาศวุฒิสาร (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง–ผู้สร้างภาพยนตร์ ปี พ.ศ. 2542), มานิตย์ ภู่อารีย์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–ภาพพิมพ์ ปี พ.ศ. 2542)
.
ดำรง วงศ์อุปราช (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2542), ถวัลย์ ดัชนี (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2544), ประกิต บัวบุศย์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2545), ชาติ กอบจิตติ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2547), ทวี รัชนีกร (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2548), เดชา วราชุน (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–ภาพพิมพ์ ปี พ.ศ. 2550)
.
ปรีชา เถาทอง (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2552), ธงชัย รักประทุม (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2553), เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2554), อารี สุทธิพันธุ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–จิตรกรรม ปี พ.ศ. 2555), เข็มรัตน์ กองสุข (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์–ประติมากรรม ปี พ.ศ. 2555)
.
ทุกวันที่ 7 มกรา เลือดแดง-ดำ กลับมาเยือนถิ่น สักการะพระครูวิษณุกรรมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความทรงจำเดิมๆความผูกพัน เรื่องราวต่างๆยังคงอยู่ หวนรำลึกความหลัง ให้หายคิดถึงกัน พบปะ พูดคุย แบ่งปันเรื่องราวดีๆ รู้สึกมีพลังเพื่อไปสร้างสรรค์งานศิลปะของเราต่อไป “ถิ่นเรานี้สวยงาม สมนาม โรงเรียนเพาะช่าง”