กฎหมาย…ช่วยคลายโลกร้อน…

กุมภาพันธ์ 24, 2017 | คอมเม้น 0

โดย..ทนายดารา VS คณะอาจารย์นิติศาสตร์ ม.พะเยา
.
แฟนๆที่ชอบฟังข่าว-ชอบดูทีวี คงเคยผ่านหูผ่านตาคำว่า “ภาวะโลกร้อน” (Global Worming )
และ “ปฏิกริยาเรือนกระจก”  (Green  House  Effect ) กันมาบ้างแล้ว ถ้าเราจะบอกว่า…ที่ร้อนขึ้นทุกปีนี่ก็เพราะ…ดวงอาทิตย์แผดเผา ภูเขาไฟระเบิด ความร้อนใต้พื้นพิภพพวยพุ่งออกมาตามบ่อน้ำพุร้อน ฯลฯ มันก็ใช่  แต่ที่พูดมานั้นเป็นธรรมชาติที่เราไปบังคับมันไม่ได้  แต่ที่บังคับได้นี่…ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก…”น้ำมือมนุษย์”…นี่แหล่ะ เช่น เกิดจากก๊าซจากพวกสเปรย์ฉีดกระป๋อง  การใช้สารทำความเย็นบางชนิดที่พบในแอร์หรือตู้เย็น ควันจากท่อไอเสียของเครื่องยนตร์ ควันเผาไหม้ที่พวยพุ่งออกมาจากปล่องโรงงานใหญ่ๆ ควันจากการเผาขยะ และตอนนี้ที่ทนายดาราเจอกะตัวหนักๆเลยคือ….ควันจากการเผาป่า / เผาพื้นที่ทำการเกษตรที่เหลือแต่ตอข้าว ฟางข้าวโพด เพราะตอนนี้ทนายดาราย้ายถิ่นฐานขึ้นมาอยู่ในหุบเขามาเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่ จ. พะเยา นี่ !!!
.
โดยเฉพาะในแถบภาคเหนือ ช่วงเดือน มีค.-เมย. นี่น่าเป็นห่วงมาก เพราะกลายเป็นเมืองในหมอก (ควัน)
แต่ไม่หนาว เพราะเลยช่วงหน้าหนาวมาแล้วกำลังเข้าสู่บรรยากาศร้อนระอุ พอไม่มีฝน และหน่วยเฝ้าระวังเผลอ “มือเผา” ก็ลงมือทันที จับตัวไม่ได้ด้วย เพราะล่องหนหายไปราวกับนินจา เผาๆๆๆๆๆๆ กันจนระดับความร้อนในแถบภาคเหนือนี่พุ่งกระฉูด แถมค่ามลพิษฝุ่นควันในอากาศถีบตัวขึ้นไปอยู่ในระดับเกินพิกัดนานเป็นอาทิตย์ๆๆๆ เฮ้อ…พูดแล้วก็รู้สึกสงสารปอด หลอดลมตัวเองและชาวบ้าน ไม่รู้ทนอยู่กันได้ยังไง !!!! 
.
ผลร้ายมหึมาที่ตามมา คือ กาซหรือควันที่จะลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศเหนือโลก 
จะไปบล็อคโลกใบกลมๆของเราเอาไว้เสมือนครอบแก้ว  พอแสงแดดส่องลงมา  พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์จะทะลุผ่านครอบแก้วนี้ได้  แต่เมื่อตกกระทบพื้นโลก พลังงานแสงจะเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อน ซึ่งความร้อนที่เกิดขึ้นนี้มันสะท้อนออกไม่ได้ เพราะมีกาซหรือควันพวกนี้บล็อคเอาไว้อยู่ ความร้อนที่เกิดขึ้นจึงถูกกักเอาไว้บริเวณผิวโลก จึงส่งผลกระทบให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น  พอร้อนเกินปกติ…น้ำแข็งขั้วโลกก็ละลายมากขึ้น กลายเป็นน้ำ…น้ำทะเลมีปริมาณมากขึ้น ไปกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งเข้าไปอีก…และยังกระทบชิ่งต่อทำให้เปลือกโลกเคลื่อนตัว  เกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ที่ไม่เคยมีแผ่นดินไหวมาก่อน…หรือเกิดคลื่นใต้น้ำอย่างสึนามิ….หรือพอเกิดพายุขึ้นมาที จะรุนแรงมากเนื่องจากอุณหภมิน้ำทะเลสูงมาก…แล้วพอร้อนมากๆ อ้าว!! ไฟไหม้ป่าอีก ซึ่งผลกระทบชิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของโลกในวงกว้าง 
.
เมื่อชาวโลกประสบภัยธรรมชาติหนักเข้าๆ ต่างชาติเขาไม่อยู่นิ่งกัน เขาพยายามหาทางร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว
จึงมีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ครั้งแรกที่ กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล (ในปี 2535) จนปัจจุบันได้มีการทำ ”พิธีสารโตเกียว” ขึ้น ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ  คือ ไม่มีภาคบังคับ  แต่ถ้าประเทศใดลงนามแล้ว ไม่ยอมปฏิบัติตามเนื้อหาในข้อตกลงนี้ อาจโดนประนาม – ประท้วงจากประเทศสมาชิกอื่นๆ!!  และในพิธีสารโตเกียวนี้เอง ได้มีการสร้างเครื่องมืออย่างหนึ่งขึ้นมา เพื่อป้องกันการปล่อยก๊าซดังกล่าว โดยทำขึ้นในรูปแบบของ “คาร์บอนเครดิต”  อธิบายง่ายๆคือ  ประเทศพัฒนาแล้วมักมีการผลิตทางอุตสาหกรรมสูง และปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศโลกมาก ชนิดที่เรียกว่าถึงทางตัน ให้ลดอย่างไรก็ลดยากแล้ว แต่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีการทำโรงงานหรือโครงการใหม่ๆซึ่งใช้พลังงานที่สะอาด และปล่อยก๊าซน้อย ก็จะได้รับการรับรองจากสหประชาชาติที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต  ซึ่งมีมูลค่าแปลงเป็นเงินได้
.
โดยประเทศกำลังพัฒนาก็เอาเครดิตหรือโควต้าการปล่อยกาซของตน  ขายให้แก่ประเทศพัฒนาแล้วได้ โดยโควต้าการปล่อยก๊าซจำนวน 1 ตัน ราคาอยู่ที่ประมาณ 10 ดอลล่าร์  อ้อ !! แล้วเวลาขายทีเขาก็ไม่ได้ขายกันแค่ตันสองตัน  แต่ขายกันเป็นล้านล้านตัน  เรียกว่าเมื่อขายเครดิตตัวนี้  ประเทศกำลังพัฒนารู้สามารถเอาเงินที่ได้ไปพัฒนาอย่างอื่นได้อีกมากมาย !! พอบอกอย่างนี้…แฟนๆคอลัมภ์ของทนายดารา ที่หัวไวอาจเถียงว่า…แล้วการปล่อยก๊าซมันลดลงตรงไหนฟ่ะ ?? ในเมื่อให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซมาก มาซื้อโควต้าจากประเทศที่ปล่อยก๊าซน้อยได้ คิดโดยรวมแล้วทั้งโลกก็ปล่อยก๊าซเท่าเดิมนั่นแหล่ะ!!  แต่คำตอบคือ…ในระยะแรกจะเป็นการช่วยไม่ให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปมากกว่านี้ก่อน  ขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นให้ประเทศต่างๆมีสำนึกในการใช้พลังงานที่สะอาด เพราะว่านอกจากช่วยโลกแล้ว ยังช่วยเพิ่มเงินให้ตุงกระเป๋าตัวเองได้อีกด้วย และเมื่อประเทศไหนร่วมลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศอันนี้ ประเทศนั้นๆก็จะต้องมีการออกกฎหมาย รวมทั้งเอากฎหมายภายในที่มีอยู่แล้ว  มาบังคับใช้ให้เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันนั้นด้วย นี่เท่ากับมีกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศมาช่วยป้องกันโลกร้อน โดยใช้เรื่องของตัวเงินมาเป็นตัวหลอกล่อให้ร่วมมือกันรักษาโลก
.
ดังนั้นเมื่อตรรกะของคนที่ชอบเผาป่า เผาตอพืชไร่ ในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะอยากเก็บของป่าง่ายๆ อยากกินเห็ดเผาะ ผักหวาน อยากเอาสิ่งที่ได้ไปขายเอาเงินมาจุนเจือครอบครัว การแก้ปัญหาในการให้ความรู้คงไม่พอและไม่อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินได้ จึงน่าคิดที่ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้บริหารพื้นที่ท่านจะได้นำแนวคิดเรื่องของผลตอบแทนในการไม่เผา ไปสร้างแรงจูงใจ ให้อยากร่วมมือช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จนที่สุดเขาเกิดความจิตสำนึกที่จะให้พื้นที่ที่อาศัยของเขาคงความสวยงามและปลอดภัยไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน ดีมั้ยคะ !!!
.
“ทนายดารา และคณาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา”

[ngg_images source=”galleries” container_ids=”631″ display_type=”photocrati-nextgen_basic_thumbnails” override_thumbnail_settings=”0″ thumbnail_width=”240″ thumbnail_height=”160″ thumbnail_crop=”1″ images_per_page=”20″ number_of_columns=”0″ ajax_pagination=”0″ show_all_in_lightbox=”0″ use_imagebrowser_effect=”0″ show_slideshow_link=”1″ slideshow_link_text=”[Show slideshow]” order_by=”sortorder” order_direction=”ASC” returns=”included” maximum_entity_count=”500″]