ตม.1 รวบขบวนการ… ผ่าเล่มปลอมพาสปอร์ต “แรงงานข้ามชาติ”

ตุลาคม 8, 2019 | คอมเม้น 0

รวบขบวนการปลอมพาสปอร์ตแรงงานข้ามชาติ การจับกุมในคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ สตม.ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมขบวนการปลอมหนังสือเดินทางคนต่างด้าว 3 สัญชาติรายใหญ่ได้ที่ท้องที่ จว.นนทบุรี เมื่อกลางเดือน ก.พ.2562 ทำให้ปัจจุบันความต้องการหนังสือเดินทางของแรงงาน 3 สัญชาติ มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขบวนการปลอมหนังสือเดินทางแรงงาน 3 สัญชาติ  ก็มีความพยายามที่จะการเปลี่ยนฐานการผลิตจากในประเทศ เป็นการผลิตจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและส่งเข้ามาให้แรงงานต่างด้าวในประเทศ เพื่อให้ยากต่อการจับกุมปราบปรามของเจ้าหน้าที่ สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 และ ตม.จว.ตาก  ทราบว่าจะมีการส่งหนังสือเดินทางปลอมจากชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก มาให้ผู้ว่าจ้างที่กรุงเทพฯ โดยจัดส่งทางพัสดุฝากมากับรถตู้ประจำทางสายแม่สอด–กรุงเทพฯ  เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บก.ตม.1 ได้วางแผนประสานกับเจ้าหน้าที่จุดตรวจ ตม.จว.ตาก จนทราบแน่ชัดว่าจะมีการส่งพัสดุซึ่งเป็นหนังสือเดินทางปลอมมากับรถตู้ประจำทางคันเป้าหมาย และเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้มีการนำพัสดุดังกล่าวเข้ามาจนถึงกรุงเทพฯซึ่งเป็นที่นัดหมาย เพื่อให้ทราบตัวผู้ว่าจ้างที่จะมารับพัสดุ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้แฝงตัวเพื่อเฝ้ารอและสังเกตดูผู้มารับพัสดุ จนกระทั่งผู้ถูกจับที่ 1 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาเพศหญิง เดินทางมาขอรับพัสดุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบพัสดุ

จากการตรวจสอบปรากฎว่าพัสดุดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทาง จำนวน 4 เล่ม โดยเป็นหนังสือเดินทางปลอม มีการผ่าเล่ม แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลบุคคล และหมายเลขหนังสือเดินทางไม่ตรงกับรอยปรุบนหนังสือเดินทาง  ซึ่งผู้ถูกจับที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ว่าจ้างและมารับหนังสือเดินทางจริง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้พาผู้ถูกจับที่ 1 ไปยังที่พักที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบผู้ถูกจับที่ 2 ชาวเมียนมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักของผู้ถูกจับที่ 1 มาเป็นเวลา 5 วัน เพื่อรอหนังสือเดินทางที่ผู้ถูกจับที่1จะเป็นผู้จัดหาให้ และในเวลาต่อมาผู้ถูกจับที่ 1 ยังอ้างว่าสามารถติดต่อผู้ถูกจับที่ 3-5 ชาวเมียนมาให้เดินทางมารับหนังสือเดินทางที่เหลืออีก 3 เล่ม  ได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ให้ผู้ถูกจับที่ 1 นัดหมายให้ผู้ถูกจับที่ 3-5 เดินทางมายังจุดนัดหมายเพื่อมารับหนังสือเดินทาง และเมื่อเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตนเข้าจับกุมผู้ถูกจับทั้ง 3 และยังได้ขยายผลโดยให้พาไปยังที่พักอาศัย ปรากฎว่าพบผู้ถูกจับที่ 6-11 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองหลบซ่อนอยู่ที่บริเวณที่พักที่ของผู้ถูกจับที่ 3-5 ผู้ถูกจับที่ 1 รับว่าเป็นผู้เช่าห้องพักไว้สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยและรับทำหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานต่างด้าว พร้อมจัดที่พักอาศัยชั่วคราวระหว่างรอหนังสือเดินทาง โดยผู้ถูกจับที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ซึ่งจะติดต่อผ่านนายหน้าทางฝั่งเมียนมา ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก และจัดส่งให้ทางพัสดุ แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน และในการแถลงข่าวครั้งนี้ ยังได้มีอีก 1 คดีคือ จับสาวลาว เปิดคาราโอเกะ “ค้ามนุษย์”
.
จับสาวลาว ค้ามนุษย์ในรูปแบบลามกอนาจาร คดีนี้เกิดจากการสืบสวนหาข่าวของชุดสืบสวน บก.ตม.1ในการตรวจสอบสถานประกอบการที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ว่าร้านสบายดีคาราโอเกะ ตั้งอยู่ที่ถนนกำแพงเพชร 7 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มีเด็กสาวนั่งดริ๊งค์อายุ  ไม่เกิน 18 ปีคอยนั่งให้บริการแก่ลูกค้า แต่งกายยั่วยวนทางเพศ ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวเด็กสาวดังกล่าวได้ (กระทำอนาจาร/กอด จูบ ลูบ คลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่เด็กให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าและร้านค้าแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็กในรูปแบบดังกล่าว (ค่าดริ๊งค์ เด็กได้ส่วนหนึ่ง ร้านได้ส่วนหนึ่ง)
.
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบ โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตบริเวณหน้าร้าน พบหญิงวัยรุ่นที่สันนิฐานว่าอายุน่าจะไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2 – 3 คน เดินเข้า-ออกร้าน มีการแต่งกายยั่วยวนทางเพศ และคาดว่าทำงานอยู่ที่ร้านดังกล่าว  ต่อมาวันที่ 12 ก.ย.62 เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวนพร้อมสายลับ ได้แฝงตัวเข้าไปสืบสวนหาข่าวโดยเข้าไปใช้บริการ  พบมีพนักงานหญิงทำงานในลักษณะนั่งดริ๊งค์กับแขก โดยแขกต้องจ่ายค่าดริ๊งค์ครั้งละ 120 บาท ต่อการที่หญิงสาวนั่งด้วย 40 นาที  และจากการสังเกตโต๊ะอื่นมีการโอบกอด ถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาว และหญิงสาวมีการสอบถามว่าจะพาไปข้างนอกหรือไม่ ซึ่งจะต้องเสียค่าเวลาให้ทางร้าน 300 บาท คาดว่าอาจเป็นการชักชวนค้าประเวณี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำรายงานการสืบสวนเสนอผู้บังคับบัญชาไว้เป็นหลักฐาน
.
วันที่ 1 ต.ค.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.ตม.1 ได้วางแผนเข้าตรวจสอบจับกุมร้านสบายดี คาราโอเกะ โดยได้นำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 4 ใบถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และมอบให้สายลับใช้ในการล่อซื้อและส่งสายลับเข้าไปใช้บริการ และเมื่อสายลับส่งสัญญาณเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าไปตรวจสอบ พบหญิงสาวจำนวน 5 คน ทั้งหมดเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว กำลังทำงานในลักษณะนั่งดื่มกินอยู่กับลูกค้า และมีการโอบกอด ลูบคลำ จากการตรวจสอบพบผู้ถูกจับที่ 1 ชื่อนางบี (นามสมมุติ) ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลร้านสบายดีคาราโอเกะ ซึ่งเป็นของนายดลเดชฯ สามีตนเอง แต่นายดลเดชฯไม่ค่อยได้เข้ามาที่ร้าน มอบหมายให้ตนเองรับพนักงานเข้าทำงานเองทั้งหมด ผู้ถูกจับที่ 2 ชื่อ นางคำภูวัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ผู้ถูกจับที่ 3 ชื่อ นางพัดละดา ไม่มีหนังสือเดินทาง และพบพนักงานนั่งดริ๊งค์อายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2 ราย ให้ถ้อยคำว่ามีหน้าที่ให้บริการลูกค้า แต่งกายวาบหวิว ยั่วยวนทางเพศ คอยนั่งดื่มกินและให้บริการลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวได้ (กระทำอนาจาร/กอด/จูบ/ลูบคลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่ตนให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าโอบกอด ลูบคลำ โดยค่าดริ๊งค์ 120 บาท ทางร้านจะหักไป 20 บาท ต่อ 1 ครั้ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังพบธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อ จำนวน 2 ฉบับอยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้ถูกจับที่ 1 ที่วางอยู่บริเวณเคาเตอร์คิดเงิน   ภายในร้านอีกด้วย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางเพศในรูปแบบให้บริการทางอนาจาร กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าแต่ยังไม่ถึงสิบแปดปี ชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด อันมีลักษณะเป็นการลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทน หรือเพื่อการใด  และเป็นนายจ้างรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สตม.เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป