วสท.ระดมความคิดเสนอรัฐ “สร้างอนาคตและเพิ่มมูลค่ายางพาราไทยในตลาดโลก ด้วยนวัตกรรม ได้อย่างไร”

มกราคม 3, 2019 | คอมเม้น 0

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ระดมความคิดเห็น เรื่อง “สร้างอนาคตและเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราไทยในตลาดโลก” จากหลายภาคส่วน การยางแห่งประเทศไทย (กยท.), กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (กปท.)  สำนักวิจัยพัฒนา กรมชลประทาน กรมทางหลวงชนบท (ทช.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิศวกร นักวิจัยและนักวิชาการ
.
เพื่อสนับสนุนรัฐบาลและเสนอทางแก้ปัญหาด้วยวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ถูกจุด คุ้มค่ากับงบประมาณและเกิดความยั่งยืน ชี้การพัฒนายางพาราเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีนวัตกรรมสู่กลางน้ำและปลายน้ำในยุคดิสรัปทีฟเทคโนโลยีมีโอกาสสร้างรายได้ที่ยั่งยืน และแข่งขันได้ในตลาดโลกและอาจเกิดประโยชน์คุ้มค่ากว่าการนำไปราดถนน เช่น นวัตกรรม TMD, แท่นยางรองสะพาน, แผ่นยางรองอาคาร (Base Isolation)  เพื่อแยกโครงสร้างออกจากฐานรากกันแรงสะเทือนและแผ่นดินไหว
.
โลกยุคเทคโนโลยีป่วน ไทยส่งออกวัตถุดิบยางพารามากที่สุดในโลก ในปี 2560 ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเทศไทยส่งยางพาราไปขายต่างประเทศมีมูลค่าถึง 215,833 ล้านบาท แซงหน้าข้าวที่มีมูลค่า 175,161 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณามูลค่าส่งออกยางพารารวมของ 3 ประเทศหลัก คือ ไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย กลับมีมูลค่าน้อยกว่ารายได้ของบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์อย่างบริดจสโตนและมิชลินเกือบ 3.5 เท่า

สะท้อนถึงจุดอ่อนการเดินยุทธศาสตร์ที่ขาดการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์กลางน้ำและปลายน้ำเพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่ายางพาราของบ้านเรา ปัจจุบันราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องสาเหตุจากปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน  ไทยส่งออกยางพาราในรูปสินค้าเกษตรไม่มีการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และขาดการควบคุมโซนนิ่งพื้นที่ปลูกยางพารา  ในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ชะลอซื้อ
.
จีนซึ่งเคยเป็นผู้ซื้อยางพารารายใหญ่หันมาเป็นผู้ผลิตเอง ปลูกยางและเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ลาว กัมพูชา นอกจากนี้ราคายางพารายังเป็นไปตามราคาน้ำมัน  หากน้ำมันแพง ราคาพอลิเมอร์ที่กลั่นจากน้ำมันดิบจะแพงไปด้วย โรงงานอุตสาหกรรมจึงจะหันมาซื้อยางพาราแทนพอลิเมอร์  ชาวสวนยางในประเทศไทยได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ต่อมาปลายปี 2560
.
คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ หนึ่งในมาตรการแก้ปัญหาคือ เพิ่มปริมาณการใช้ โดยบางหน่วยงานเห็นว่าการใช้น้ำยางสดเพื่อทำพื้นทางถนนยางพาราดินซีเมนต์ 7,000 แห่ง แห่งละ 1 กิโลเมตรโดยจะใช้น้ำยางสด 12 ตัน นั้น หวังแก้ปัญหาระยะสั้นโดยลดปริมาณสต๊อกยางในตลาด  9 หมื่นตัน และส่งผลถึงชาวสวนยางโดยตรง

รศ. เอนก ศิริพานิชกร (Anek Siripanichagorn) ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. กล่าวว่า ยางที่มีคุณภาพดีต้องผ่านกระบวนการผลิตที่มีต้นทุนสูง และอาจให้ผลค่าทึบน้ำที่ไม่แตกต่างกัน  อีกทั้งยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีราคาผันผวนเปลี่ยนไปตามอุปสงค์และอุปทานของโลกและจะเป็นปัญหาในการคำนวณราคาก่อสร้าง จึงไม่เหมาะที่จะใช้เป็นวัสดุก่อสร้างประเภทถนน นอกจากนี้ปัญหาการใช้งานถนนผิวทางแอลฟัลท์คอนกรีต (Asphalt Concrete)
.
ในยุคที่รัฐบาลมุ่งจะผลักดันประเทศด้วยนวัตกรรมเพื่อก้าวเป็นไทยแลนด์ 4.0 นั้น ควรหันไปส่งเสริมทำวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับยางพาราไทยสู่กลางน้ำและปลายน้ำ ใช้งบส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวัสดุยางเป็นวัสดุก่อสร้างซึ่งมีมูลค่าสูงและทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ “แท่นยางรองสะพาน” (Neoprene Bearing Pad) ทำหน้าที่ลดการสั่นสะเทือนของสะพานในขณะบรรทุกหนัก เพี่อเสริมสร้างความปลอดภัยและลดความเสียหายของสะพานทั่วประเทศไทยที่มีอยู่หลายหมื่นแห่ง
.
ปัจจุบันมีการนำเอาเทคโนโลยี Base Isolation ไปใช้งานกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน นิวซีแลนด์ ชิลี เป็นต้น ในญี่ปุ่นมีการใช้งานกว่า 4,000 อาคาร (ในปี ค.ศ.2015) นอกจากนี้ยังพัฒนาต่อเนื่องเป็นวัสดุสำหรับลดการสั่นสะเทือนให้กับอุปกรณ์ไฮเทคหรือมีคุณค่าต่างๆในอาคาร เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล, วัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์

รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม (Nakorn Poovarodom) ประธานคณะอนุกรรมการแผ่นดินไหวและแรงลม  วสท.กล่าวว่า ประเทศไทยมีรอยเลื่อนที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวหลายแห่ง อีกนวัตกรรมที่ทำจากวัสดุยางที่รัฐบาลควรส่งเสริมวิจัยพัฒนา คือ Tuned Mass Damper หรือ TMD เป็นลูกตุ้มตัวหน่วงแรงลมหรือแรงแผ่นดินไหวสำหรับตึกสูง ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่าควบคุมแรงสั่นสะเทือนได้ดี ออกแบบมาให้ ”แกว่ง”พอดีกับการแกว่งของตึก
.
หลายหน่วยงานได้มาร่วมระดมข้อคิดเห็นครั้งนี้ ต่างยินดีที่ได้มาพูดคุยเพื่อประโยชน์ของประเทศ ทุกฝ่ายเห็นพ้องกับ วสท.ที่จะต้องร่วมมือกันและผลักดันการวิจัยพัฒนานวัตกรรมยางพาราและเพิ่มมูลค่าในตลาดโลก ซึ่งไทยจะต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก้าวไปไกลมากแล้ว  ในอนาคตเรายังสามารถพัฒนายางพาราในรูปแบบใหม่ๆ เช่น ผงแป้ง ( Rubber Powder) ที่สะดวกต่อการนำไปใช้ผสม หรือต่อยอด
.
รศ.สิริวัฒน์  ไชยชนะ
 (Siriwat Chaichana) ที่ปรึกษา คณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา วสท.ได้สรุปข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการสร้างอนาคตและมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราไทยอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
.
1. รัฐบาลควรตั้งงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนายางพาราไทยสำหรับเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีนวัตกรรมและมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งได้ประโยชน์หลายฝ่าย ทั้งเพิ่มรายได้แก่ประเทศ ส่งเสริมรายได้เกษตรกร อุตสาหกรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
.
2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันในการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เช่น การยางแห่งประเทศไทย , สำนักงานพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.),สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และสนง.กองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ , มหาวิทยาลัย , กระทรวงพาณิชย์
.
3. ควรวางแผนพัฒนานวัตกรรมยางเชิงพาณิชย์ ในระยะไม่เกิน 3 ปี
.
4. ควรควบคุมปริมาณและวางแผนการปลูกยางให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปแล้ว
.
5. ในระยะสั้นต้องรีบดำเนินการให้มีมาตรฐานการทำถนนพาราซีเมนต์อย่างเป็นระบบเพื่อสามารถกำหนดราคากลางและสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้ถนน

Facebook Comments