ภาษารัก ภาษาลำ – อำไพ มณีวงษ์

เมษายน 26, 2018 | คอมเม้น 0

ภาษารักภาษาลำ
“อำไพ มณีวงษ์”
.
บอกลาโทรมาก็ได้ : มนต์แคน แก่นคูณ

“หากจะลา เจ้าอย่าพาเขามาให้เห็น 
ไม่จำเป็นสิพาเขามาเว้าเหตุผล
แค่โทรบอกก็พอแล้วหละหัวใจคน 
ไม่ถามเหตุผลว่าสองคนรักกันอย่างไร”
.
อ้ายจนทนได้บ่ : มนต์แคน แก่นคูณ

“ขอถามเจ้าเรื่องฮักเฮาเปิดเผยความใน
อยากถามหัวใจว่าอ้ายจนเจ้าทนได้ บ่ 
คืออุปสรรคของความฮักที่ต้องให้รอ 
หลายคราวกลัวท้อเจ้าจะรอพี่ได้ไหมนาง”
.
เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือแฟนอ้าย : ศิริพร อำไพพงษ์

“เจ็บแล้วจำคือคำว่าคน เจ็บแล้วทนคนนั้นเป็นใคร
สิฮู้บ่น้อคือคนที่เป็นแฟนอ้าย
นอนกอดฮักแท้เดียวดาย
ตำแหน่งมีให้แต่หัวใจโดนทิ้ง”
.
ตัวอย่างที่ยกมาทั้งสาม เป็นงานกลอนลำที่คุ้นหูคอหมอลำเป็นอย่างดี เมื่อดนตรีส่งเข้าท่อนเดินกลอน นี้คือประโยคเด็ดกระตุ้นต่อมความรู้สึกทางใจ สาวกหน้าเวทีได้ยินแล้วก็อดไม่อยู่ ยกไม้ยกมือออกท่าลีลามาแต่ไกล อาจชูเหรียญห้าเหรียญสิบ หรือแบงค์ยี่สิบแบงค์ร้อย ตามแต่ความพึงใจมอบให้แก่นักร้องผู้วาดรวดลายในกลอนลำ
.
นี่เพียงแค่บางส่วนจากผลงานการเขียนกลอนลำ ลูกผู้หญิงที่ชื่อ “อำไพ มณีวงษ์” ซึ่งในวงการหากนับกันจริงๆแล้วคนเขียนเพลง เขียนกลอนลำลูกผู้หญิงมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ผู้รู้ในวงการเคยวิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมนักแต่งเพลงผู้หญิงถึงมีไม่มากเท่านักแต่งเพลงผู้ชาย พอสรุปได้ว่าอาจเป็นเพราะข้อจำกัดบางอย่างทางสังคมไทย
.
ลูกผู้หญิงส่วนใหญ่มักอยู่กับเย้ากับเรือน เมื่อถึงพร้อมด้านวุฒิภาวะก็ออกเรือนมีครอบครัว ดูแลครอบครัวไป
.
แตกต่างจากผู้ชายที่มักออกแนวนักผจญภัยเสี่ยงโชคไปตายดาบหน้า จึงทำให้ซึมซับวัตถุดิบที่ได้พบเจอตามที่ต่างๆนำมาร้อยเรียงเขียนเป็นบทเพลง
.
แม้ทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนผู้หญิงกับผู้ชายทำอะไรได้เหมือนๆกัน แทบไม่แตกต่างกัน แต่ในวงการเพลงแล้วนักแต่งเพลงผู้หญิงยังมีน้อยอยู่ดี
.
“อำไพ มณีวงษ์” ถือนักแต่งเพลงแต่งกลอนลำหญิงที่ได้รับการยอมรับในผลงานมากที่สุดอีกคนของ วงการ แม้จะมีผลงานที่คุ้นหูอยู่มากมาย
.
ถ่ายทอดโดยศิลปินเบอร์หลักของค่ายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น “มนต์แคน แก่นคูณ” “ศิริพร อำไพพงษ์” “เวียง นฤมล” ฯลฯ แต่เจ้าตัวยังเป็นคนพูดน้อยถ่อมตน ตามประสาคนขี้อาย แต่หากได้กรีดกรายร่ายกลอนลำแล้วภาษาใจแบบเจ็บๆทิ่มแทงออกมาแบบไม่ยั้ง
.
“เป็นคนอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษค่ะ”
.
เอื้อยอำไพ (คำที่ผมใช้เรียกเธอ) พูดน้อยๆสั้นๆ แทบจะถามคำตอบคำ เมื่อผมเปิดประเด็นชวนคุยด้วยการถามถึงบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ แม้เราจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างประสาคนร่วมวงการ หลังบรรยากาศการทักทายผมค่อยๆตะล่อมคุยไปเรื่อยๆเพื่อระลายพฤติกรรม เพราะนี่ไม่ใช่การสัมภาษณ์มาถอดเทป แต่เป็นการคุยสัพเพเหระจับประเด็นอะไรได้ที่เป็นประโยชน์ก็นำมาขยายความต่อ
.
ทางบ้านเอื้อยอำไพไม่มีใครเป็นศิลปิน เป็นนักร้อง เป็นหมอลำทั้งสิ้น ถือว่าเธอผ่าเหล่าอยู่คนเดียว ใจรักเพรียวๆ ครูพักลักจำล้วนๆ กว่าจะมีผลงานก็ผ่านบททดสอบ ผ่านการพิสูจน์ตัวตนและผลงานเป็นเวลานับสิบปี หากไม่แกร่งพอคงโบกมือลาไปนานแล้ว ผมค่อยๆชวนคุยถึงมุมมองในการหยิบประเด็นมาเขียนกลอนลำได้ความว่า
.
“กลอนลำกลอนแรก ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยศิลปินชื่อกลอน “จีบสาวหน้าฮ้าน” ศิลปิน “ขวัญชัย มะแสน” พระเอกหมอลำระเบียบวาทศิลป์ในยุคนั้น จากนั้นก็เขียนทั้งกลอนลำและเพลงเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แรงบันดาลใจ ก็มาจากสิ่งที่สะดุดความรู้สึกของคำเว่า (คำพูด)
.
หรือเรื่องราวที่พบเห็น ความยากง่ายของแต่ละกลอนก็แตกต่างกันไป ถ้ามีพล็อตเรื่องราวที่น่าสนใจ ก็เขียนไปตามพรสวรรค์ และขัดเกลาอีกครั้งเพื่อให้ลงตัวถ้าถามว่ายากไหมก็ถือว่ายากเหมือนกันนะแต่อาศัยการฝึกฝนอยู่บ่อยๆอาศัยว่าเราทำในสิ่งที่ใจรัก ก็เลยทำให้มาถึงวันนี้ได้
.
การเป็นนักแต่งหญิง ก็เป็นเรื่องท้าทายและแรกๆคิดว่าเส้นทางนี้อาจเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก แต่ถือว่าเราโชคดีที่มีครูสลา คุณวุฒิ ให้โอกาส ให้ความรู้ คอยแนะนำ สั่งสอน จึงสร้างงานได้เรื่อยๆมา จนถึงวันนี้ก็อยู่ในวงการร่วม10 ปี และยังอยากสร้างงานต่อไป ถ้ายังมีโอกาส สำหรับผลงานใหม่ๆก็ยังมีมาเรื่อยๆ จะมาส่งข่าวอีกที นะคะ”
.
ผมก็แอบปลื้มใจในทีเพราะได้ชวนคนขี้อายพูดน้อย บอกเล่าเรื่องราวบนถนนสายเพลงได้อย่างออกรส เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม แห่งความสุขมีออกมาเป็นระยะๆ
.
ระหว่างที่ร่วมสนทนากัน ต้องบอกว่ายิ่ง รู้จักยิ่งรักเธอ ผลงานของเธอคือมุมมองของลูกผู้หญิงที่เข้าใจความเจ็บปวดได้อย่างลึกซึ้ง แล้วแปลงความเจ็บปวดนั้น
.
ออกมาเป็นภาษากลอนลำแบบซื่อๆเข้าใจง่าย ผสานจังหวะดนตรีที่ลงตัว ส่งผลให้หลายผลงานกลายเป็นเพลงที่ขึ้นไปอยู่บนหิ้งหัวใจของใครหลายๆคน
.
เมื่อภาษารัก ภาษาลำ ของลูกผู้หญิงที่ชื่อ “อำไพ มณีวงษ์” กำลังทำงาน อารมณ์ร่วมแห่งความสุนทรีย์ทางใจแฟนเพลงทั้งประเทศย่อมเกิดขึ้น
.
ขอบคุณภาพจาก FB : อำไพ มณีวงษ์